ทำความเข้าใจรูปแบบการคิดเงินของ AWS ผ่าน AWS Pricing Calculator

AWS คิดค่าใช้จ่ายของ EC2 ตาม "การใช้งานจริง" เป็นหลัก (pay-as-you-go) แต่เพื่อจูงใจให้ผู้ใช้ผูกมัดการใช้งานล่วงหน้า AWS จึงมีส่วนลดให้สำหรับผู้ที่ยอมรับเงื่อนไขบางอย่าง

อ่าน 9 ครั้ง
ทำความเข้าใจรูปแบบการคิดเงินของ AWS ผ่าน AWS Pricing Calculator

ทำความเข้าใจรูปแบบการคิดเงินของ AWS ผ่าน AWS Pricing Calculator

เมื่อเราเข้าไปใช้งานเว็บไซต์ https://calculator.aws เพื่อประเมินค่าใช้จ่ายของบริการ Amazon EC2 หลายคนอาจสับสนกับตัวเลือกรูปแบบการคิดเงินที่มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Savings Plans, Reserved Instances, On-Demand หรือ Spot Instances ซึ่งแต่ละแบบมีเงื่อนไข ข้อดี-ข้อเสีย และความเหมาะสมกับลักษณะงานที่แตกต่างกัน บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจหลักการคิดเงินของแต่ละรูปแบบ พร้อมอธิบายความหมายของตัวเลือกย่อยต่างๆ ที่ปรากฏในเครื่องคำนวณ เพื่อให้สามารถเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับงบประมาณและลักษณะการใช้งานของหน่วยงานได้อย่างถูกต้อง

แนวคิดพื้นฐานที่ควรรู้ก่อน

AWS คิดค่าใช้จ่ายของ EC2 ตาม "การใช้งานจริง" เป็นหลัก (pay-as-you-go) แต่เพื่อจูงใจให้ผู้ใช้ผูกมัดการใช้งานล่วงหน้า AWS จึงมีส่วนลดให้สำหรับผู้ที่ยอมรับเงื่อนไขบางอย่าง เช่น ระยะเวลาผูกมัด (term) หรือการจ่ายเงินล่วงหน้า (upfront payment) ยิ่งผูกมัดนานและจ่ายล่วงหน้ามากเท่าไหร่ ส่วนลดก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น หลักการนี้เป็นแกนกลางที่ใช้ร่วมกันในเกือบทุกรูปแบบที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

1. Compute Savings Plans

Compute Savings Plans คือรูปแบบการคิดเงินที่ให้ส่วนลดสูงสุดถึงประมาณ 66% เมื่อเทียบกับราคา On-Demand โดยเราต้องผูกมัด "ยอดใช้จ่ายต่อชั่วโมง" (เช่น 5 ดอลลาร์/ชั่วโมง) ไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่การผูกมัดกับเครื่อง instance รุ่นใดรุ่นหนึ่งโดยเฉพาะ จุดเด่นคือมีความยืดหยุ่นสูงมาก เพราะส่วนลดนี้จะครอบคลุมการใช้งาน EC2 ทุกตระกูล ทุกขนาด ทุกภูมิภาค ทุกระบบปฏิบัติการ และยังรวมไปถึง AWS Lambda และ AWS Fargate ด้วย หมายความว่าถ้าองค์กรมีแผนจะเปลี่ยนประเภทเครื่องหรือย้าย region ในอนาคต ส่วนลดจะยังคงอยู่โดยอัตโนมัติ

Reservation term (ระยะเวลาผูกมัด)

  • 1 year คือผูกมัด 1 ปี ส่วนลดน้อยกว่าแต่ความเสี่ยงต่ำกว่า เหมาะกับหน่วยงานที่ยังไม่แน่ใจแนวโน้มการใช้งานระยะยาว
  • 3 year คือผูกมัด 3 ปี ได้ส่วนลดสูงสุด เหมาะกับระบบที่คาดว่าจะใช้งานต่อเนื่องแน่นอนในระยะยาว เช่น ระบบทะเบียนนักศึกษาหรือเว็บไซต์หลักของมหาวิทยาลัย

Payment Options (รูปแบบการจ่ายเงิน)

  • No upfront ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้าเลย จ่ายเป็นรายเดือนตามยอดที่ผูกมัดไว้ เหมาะกับหน่วยงานที่ต้องการรักษาสภาพคล่องทางการเงิน แต่จะได้ส่วนลดน้อยที่สุดในบรรดา 3 แบบ
  • Partial upfront จ่ายเงินล่วงหน้าบางส่วน (โดยทั่วไปประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าสัญญา) ส่วนที่เหลือทยอยจ่ายรายเดือน เป็นทางเลือกที่สมดุลระหว่างส่วนลดกับกระแสเงินสด
  • All upfront จ่ายเงินทั้งหมดล่วงหน้าในครั้งเดียวตั้งแต่ต้นสัญญา ได้รับส่วนลดสูงที่สุด เหมาะกับหน่วยงานที่มีงบประมาณตั้งต้นเพียงพอ เช่น งบจัดซื้อประจำปีของสถาบัน

2. EC2 Instance Savings Plans

รูปแบบนี้คล้ายกับ Compute Savings Plans ตรงที่เป็นการผูกมัด "ยอดใช้จ่ายต่อชั่วโมง" เช่นกัน แต่มีเงื่อนไขที่แคบกว่า คือต้องระบุ "ตระกูลของ instance" (instance family) และ "ภูมิภาค" (region) ที่จะใช้ให้ชัดเจน เช่น ผูกมัดกับตระกูล M5 ในภูมิภาคสิงคโปร์เท่านั้น แลกกับการได้ส่วนลดที่สูงกว่า Compute Savings Plans คือสูงสุดถึงประมาณ 72% ความยืดหยุ่นที่ยังพอมีอยู่คือสามารถเปลี่ยนขนาดเครื่อง (size), ระบบปฏิบัติการ หรือ tenancy ภายในตระกูลเดียวกันได้ แต่จะเปลี่ยนไปใช้ตระกูลอื่นหรือย้าย region ไม่ได้ หากใช้งานเครื่องตระกูลเดิมในภูมิภาคเดิมอย่างมั่นคงสม่ำเสมอ (เช่น ใช้งานต่อเนื่องมาแล้วหลายเดือน) รูปแบบนี้จะคุ้มค่ากว่า Compute Savings Plans

ตัวเลือก Reservation term และ Payment Options มีความหมายเหมือนกับที่อธิบายไว้ในหัวข้อ Compute Savings Plans ทุกประการ คือเลือกได้ระหว่าง 1 ปีหรือ 3 ปี และเลือกจ่ายแบบ No upfront, Partial upfront หรือ All upfront

3. On-Demand

On-Demand คือรูปแบบพื้นฐานที่สุด ไม่มีการผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้น คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงเป็นรายวินาทีหรือรายชั่วโมงตามประเภทบริการ สามารถเปิดหรือปิดเครื่องเมื่อไหร่ก็ได้โดยไม่มีค่าปรับ แต่แลกมาด้วยราคาต่อหน่วยที่แพงที่สุดเมื่อเทียบกับรูปแบบอื่น เหมาะสำหรับงานที่มีลักษณะไม่แน่นอน เช่น การทดสอบระบบใหม่ โครงการระยะสั้น หรือ workload ที่มีการใช้งานขึ้นลงไม่สม่ำเสมอ

ในเครื่องคำนวณจะมีช่องให้กรอกข้อมูลดังนี้

  • Expected utilization (คาดการณ์อัตราการใช้งาน) คือช่องให้ระบุว่าใน 1 เดือนคาดว่าจะเปิดเครื่องใช้งานกี่เปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมด เช่น ถ้าเปิดใช้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันจะเท่ากับ 100% แต่ถ้าเปิดใช้เฉพาะเวลาราชการก็อาจจะประมาณ 30-40%
  • Usage / Usage type คือการระบุรายละเอียดปริมาณและลักษณะการใช้งาน เช่น จำนวนชั่วโมงต่อเดือน หรือประเภทของทรัพยากรที่ใช้ (เช่น ประเภทของ instance, ปริมาณข้อมูลที่รับส่ง) เพื่อให้ระบบคำนวณค่าใช้จ่ายรวมได้อย่างแม่นยำ

4. Spot Instances

Spot Instances คือรูปแบบที่ให้ส่วนลดสูงที่สุดในบรรดาทุกรูปแบบ อาจสูงถึง 90% เมื่อเทียบกับราคา On-Demand โดยหลักการคือ AWS นำกำลังประมวลผลที่ยังไม่มีใครใช้งาน (spare capacity) ในขณะนั้นมาเปิดประมูลให้ผู้ใช้เช่าในราคาถูก ข้อแลกเปลี่ยนคือ AWS สามารถ "เรียกคืน" เครื่องนั้นได้ตลอดเวลาเมื่อมีผู้ใช้ที่ต้องการจ่ายราคาเต็ม (On-Demand) เข้ามาใช้ทรัพยากรนั้น โดยจะแจ้งเตือนล่วงหน้าเพียง 2 นาทีก่อนที่เครื่องจะถูกปิด จึงเหมาะกับงานที่ทนต่อการหยุดชะงักได้ เช่น งานประมวลผลแบบ batch, การทดสอบระบบ, หรืองานที่สามารถหยุดแล้วทำต่อได้ภายหลัง ไม่เหมาะกับระบบที่ต้องทำงานต่อเนื่องตลอดเวลา เช่น เว็บไซต์หลักหรือฐานข้อมูลสำคัญ

ตัวเลือกในเครื่องคำนวณคือ Assume percentage discount for my estimate ซึ่งเป็นช่องให้ระบุ "เปอร์เซ็นต์ส่วนลด" โดยประมาณที่คาดว่าจะได้รับจาก Spot Instance เนื่องจากราคาของ Spot จะผันผวนขึ้นลงตามอุปสงค์-อุปทานของตลาดในแต่ละช่วงเวลาและภูมิภาค ไม่มีราคาคงที่ตายตัวเหมือนรูปแบบอื่น ผู้ใช้จึงต้องประมาณการส่วนลดขึ้นมาเองเพื่อใช้คำนวณค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

5. Standard Reserved Instances

Reserved Instances (RI) เป็นรูปแบบที่มีมาก่อน Savings Plans โดยหลักการคือผูกมัดกับ "instance ที่มีคุณลักษณะเฉพาะเจาะจง" เช่น ตระกูล ขนาด ภูมิภาค และระบบปฏิบัติการที่ระบุไว้ตายตัว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะเหล่านี้ระหว่างสัญญาได้ (ยกเว้นการปรับ Availability Zone ในบางกรณี) แลกกับส่วนลดที่สูงสุดถึงประมาณ 72% ซึ่งเท่ากับระดับส่วนลดสูงสุดของ EC2 Instance Savings Plans จุดเด่นอีกอย่างของ RI ที่ Savings Plans ไม่มีคือสามารถจอง "ความจุเฉพาะ" (capacity reservation) ในโซนที่ต้องการได้ เหมาะกับกรณีที่ต้องการความมั่นใจว่าจะมีเครื่องพร้อมใช้งานแน่นอนในพื้นที่ที่กำหนด

Reservation term และ Payment Options มีความหมายเช่นเดียวกับที่อธิบายไปแล้ว คือเลือกระยะเวลาผูกมัด 1 หรือ 3 ปี และเลือกรูปแบบการจ่ายเงินระหว่าง No upfront, Partial upfront หรือ All upfront โดยหลักการเดียวกันคือ ยิ่งจ่ายล่วงหน้ามากและผูกมัดนานยิ่งได้ส่วนลดสูง

6. Convertible Reserved Instances

Convertible RI เป็นทางเลือกที่อยู่ตรงกลางระหว่าง Standard RI กับ Savings Plans คือยังคงเป็นการผูกมัดกับ instance เฉพาะเจาะจงเหมือน Standard RI แต่มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นตรงที่สามารถ "แลกเปลี่ยน" (exchange) ไปเป็น instance ตระกูลอื่น ขนาดอื่น หรือระบบปฏิบัติการอื่นได้ระหว่างช่วงสัญญา ตราบใดที่มูลค่าของสัญญาใหม่เท่ากับหรือมากกว่าสัญญาเดิม เหมาะกับหน่วยงานที่คาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนความต้องการด้านทรัพยากรในอนาคต แต่ยังต้องการผูกมัดเพื่อรับส่วนลด ข้อแลกเปลี่ยนคือส่วนลดจะต่ำกว่า Standard RI เล็กน้อย อยู่ที่ประมาณสูงสุด 66% ซึ่งเท่ากับระดับของ Compute Savings Plans

ตัวเลือก Reservation term และ Payment Options มีความหมายเหมือนกับหัวข้อก่อนหน้าทั้งหมด คือเลือกระยะเวลาผูกมัด (1 หรือ 3 ปี) และรูปแบบการจ่ายเงิน (No upfront, Partial upfront, All upfront)

ตารางเปรียบเทียบรูปแบบการคิดเงินของ AWS

รูปแบบการคิดเงิน ผูกมัดกับอะไร ความยืดหยุ่น ส่วนลดสูงสุด ระยะเวลาผูกมัด เหมาะกับงานลักษณะใด
Compute Savings Plans ยอดใช้จ่าย ($/ชม.) สูงมาก (ทุกตระกูล/region/รวม Lambda-Fargate) ~66% 1 หรือ 3 ปี งานที่อาจเปลี่ยนประเภทเครื่อง/region ในอนาคต
EC2 Instance Savings Plans ยอดใช้จ่าย ($/ชม.) เฉพาะตระกูล+region ที่กำหนด ปานกลาง (เปลี่ยนได้แค่ในตระกูลเดียวกัน) ~72% 1 หรือ 3 ปี งานที่ใช้ตระกูลเครื่องเดิมสม่ำเสมอ
On-Demand ไม่มีการผูกมัด สูงสุด ไม่มีส่วนลด ไม่มี งานทดสอบ/โครงการระยะสั้น/ใช้งานไม่แน่นอน
Spot Instances ไม่มีการผูกมัด แต่เครื่องอาจถูกเรียกคืน สูง แต่เสี่ยงถูกยกเลิกได้ทุกเมื่อ ~90% ไม่มี งาน batch/ทนต่อการหยุดชะงักได้
Standard Reserved Instances Instance เฉพาะเจาะจง (ตระกูล/ขนาด/region/OS) ต่ำ (เปลี่ยนคุณลักษณะไม่ได้) ~72% 1 หรือ 3 ปี งานที่ต้องการจองความจุแน่นอน ใช้เครื่องเดิมตลอด
Convertible Reserved Instances Instance เฉพาะเจาะจง แต่แลกเปลี่ยนคุณลักษณะได้ ปานกลาง (แลกเปลี่ยนได้ระหว่างสัญญา) ~66% 1 หรือ 3 ปี งานที่คาดว่าจะปรับเปลี่ยนความต้องการทรัพยากรในอนาคต

โดยสรุป หลักการเลือกใช้งานง่ายๆ คือ ถ้าต้องการความยืดหยุ่นสูงสุดและยังไม่แน่ใจแนวโน้มการใช้งานระยะยาว ควรเลือก Compute Savings Plans แต่ถ้ามั่นใจว่าจะใช้เครื่องตระกูลเดิมในภูมิภาคเดิมต่อเนื่องแน่นอน EC2 Instance Savings Plans หรือ Standard Reserved Instances จะให้ส่วนลดที่คุ้มค่ากว่า สำหรับงานที่ยังไม่แน่นอนหรือเป็นโครงการทดลอง On-Demand คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด ส่วน Spot Instances เหมาะกับงานประมวลผลเบื้องหลังที่ทนต่อการหยุดชะงักได้และต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด การทำความเข้าใจหลักการเหล่านี้จะช่วยให้สามารถใช้เครื่องมือ AWS Pricing Calculator ได้อย่างแม่นยำ และวางแผนงบประมาณด้าน IT Infrastructure ของหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อรรถกร

อรรถกร ทองคำชุม

บุคลากรผู้ร่วมสร้างสรรค์องค์กรแห่งการเรียนรู้ (KM) ผ่าน Blog Space NSTRU