รู้จักการประเมินราคา AWS Services ด้วย AWS Pricing Calculator

การใช้ AWS Pricing Calculator ช่วยให้ผู้ดูแลระบบวางแผนงบประมาณได้แม่นยำขึ้น โดยไม่ต้องเดาหรือรอบิลจริงจาก AWS

อ่าน 8 ครั้ง
รู้จักการประเมินราคา AWS Services ด้วย AWS Pricing Calculator

รู้จักการประเมินราคา AWS Services ด้วย AWS Pricing Calculator

เมื่อองค์กรเริ่มใช้งานระบบคลาวด์อย่าง AWS สิ่งหนึ่งที่หลายคนกังวลคือ "จะเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่" เพราะ AWS มีรูปแบบการคิดค่าบริการแบบ Pay-as-you-go คือจ่ายตามการใช้งานจริง ไม่มีค่าใช้จ่ายคงที่แบบเซิร์ฟเวอร์ทั่วไป ทำให้การประเมินราคาล่วงหน้าเป็นเรื่องสำคัญ ก่อนที่จะตัดสินใจใช้งานจริง

AWS จึงมีเครื่องมือฟรีชื่อ AWS Pricing Calculator (https://calculator.aws) ให้ผู้ใช้งานสามารถจำลองการตั้งค่าบริการต่างๆ แล้วดูค่าใช้จ่ายโดยประมาณได้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องสร้างทรัพยากรจริงบน AWS แม้แต่น้อย เหมาะสำหรับผู้ดูแลระบบหรือผู้วางแผนงบประมาณที่ต้องการตัวเลขไปใช้ประกอบการตัดสินใจ

หลักการประเมินราคาบน AWS

ราคาของ AWS แต่ละบริการจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักๆ คือ ประเภทและขนาดของทรัพยากรที่เลือกใช้ ระยะเวลาที่ใช้งาน (ชั่วโมง/เดือน) รูปแบบการจ่ายเงิน (On-Demand, Reserved, Savings Plan หรือ Spot) พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และปริมาณข้อมูลที่รับ-ส่งเข้าออกอินเทอร์เน็ต (Data Transfer) ซึ่งแต่ละปัจจัยเหล่านี้เองที่ AWS Pricing Calculator จะให้เรากรอกทีละส่วน เพื่อคำนวณราคารวมออกมาให้

ตัวอย่างการประเมินราคา Amazon EC2

สมมติว่าต้องการประเมินราคาเครื่องเสมือน (EC2 instance) สำหรับรันเว็บแอปพลิเคชันขององค์กร โดยตั้งค่าดังนี้

  • Tenancy: Shared Instances — คือรูปแบบการเช่าเครื่องแบบใช้ฮาร์ดแวร์ร่วมกับผู้ใช้รายอื่น (ค่าเริ่มต้นและราคาถูกกว่า) ตรงข้ามกับ Dedicated ที่ใช้ฮาร์ดแวร์เฉพาะเครื่องเรา
  • Operating system: Linux — ระบบปฏิบัติการที่ใช้ ส่งผลต่อราคาโดยตรง เพราะ Linux ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ ในขณะที่ Windows จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • Workload: Daily ทำงานทุกวัน (Sun–Sat) โดยมี Baseline 2 เครื่อง (จำนวนเครื่องขั้นต่ำที่ทำงานตลอดเวลา) และ Peak 4 เครื่อง (จำนวนเครื่องสูงสุดช่วงโหลดเยอะ) โดยช่วง Peak กินเวลา 8 ชั่วโมงต่อวัน — ค่านี้ช่วยให้ตัวคำนวณประเมินจำนวนชั่วโมงการใช้งานจริงต่อเดือนได้แม่นยำกว่าการกรอกจำนวนเครื่องคงที่
  • Instance type: t3.medium — ขนาดของเครื่อง (2 vCPU, 4 GiB RAM) เหมาะกับงานทั่วไปที่ไม่ต้องการประสิทธิภาพสูงมาก
  • Pricing strategy: On-Demand — จ่ายตามการใช้งานจริงแบบไม่ผูกมัดสัญญา เหมาะกับงานที่ยังไม่แน่นอนหรือทดลองใช้ (ต่างจาก Reserved ที่ต้องผูกมัด 1-3 ปีแต่ราคาถูกกว่า)
  • Enable monitoring: Disabled — ปิดการใช้ Amazon CloudWatch แบบละเอียด (Detailed Monitoring) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม หากไม่จำเป็นต้องดูข้อมูลทุก 1 นาทีก็ปิดไว้เพื่อประหยัด
  • EBS Storage: 10 GB — พื้นที่ดิสก์ (Elastic Block Store) ที่ผูกกับเครื่อง ใช้เก็บระบบปฏิบัติการและข้อมูล
  • Data Transfer Inbound (Internet): 1 TB/เดือน — ปริมาณข้อมูลที่ "รับเข้า" จากอินเทอร์เน็ตสู่ AWS ซึ่งปกติ AWS ไม่คิดค่าใช้จ่าย
  • Data Transfer Outbound (Internet): 100 GB/เดือน — ปริมาณข้อมูลที่ "ส่งออก" จาก AWS ไปยังผู้ใช้ปลายทางผ่านอินเทอร์เน็ต ส่วนนี้มีค่าใช้จ่ายและมักเป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกมองข้าม
  • Data Transfer Intra-Region: 0 TB/เดือน — ปริมาณข้อมูลที่รับ-ส่งระหว่างบริการภายในภูมิภาคเดียวกัน (เช่น EC2 คุยกับ RDS) ในตัวอย่างนี้กำหนดเป็น 0 เพราะยังไม่มีการเชื่อมต่อกับบริการอื่น

เมื่อกรอกค่าครบทุกช่องแล้ว AWS Pricing Calculator จะคำนวณค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือนให้ทันที พร้อมทั้งแสดงรายละเอียดแยกเป็นแต่ละรายการ (ค่าเครื่อง ค่า EBS ค่า Data Transfer) ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าส่วนไหนเป็นต้นทุนหลัก และสามารถปรับค่าต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบทางเลือกก่อนตัดสินใจใช้งานจริงได้

สรุป

การใช้ AWS Pricing Calculator ช่วยให้ผู้ดูแลระบบวางแผนงบประมาณได้แม่นยำขึ้น โดยไม่ต้องเดาหรือรอบิลจริงจาก AWS ข้อแนะนำคือควรกรอกค่าตามการใช้งานจริงให้ใกล้เคียงที่สุด โดยเฉพาะเรื่อง Workload และ Data Transfer เพราะสองส่วนนี้มักเป็นตัวแปรที่ทำให้ค่าใช้จ่ายจริงคลาดเคลื่อนไปจากที่ประเมินไว้มากที่สุด

อรรถกร

อรรถกร ทองคำชุม

บุคลากรผู้ร่วมสร้างสรรค์องค์กรแห่งการเรียนรู้ (KM) ผ่าน Blog Space NSTRU