กำแพงที่ไม่เคยแข็งแรงจริง: ทำไม "Perimeter Security" ถึงเอาไม่อยู่ในยุคนี้

ปัญหาใหญ่ของแนวคิดนี้คือ เมื่อใครก็ตามสามารถผ่านกำแพงเข้ามาข้างในได้สำเร็จ ระบบจะให้ความไว้วางใจกับคนคนนั้นทันที ไม่ต่างจากตำนาน "ม้าไม้เมืองทรอย"

อ่าน 3 ครั้ง
กำแพงที่ไม่เคยแข็งแรงจริง: ทำไม "Perimeter Security" ถึงเอาไม่อยู่ในยุคนี้

กำแพงที่ไม่เคยแข็งแรงจริง: ทำไม "Perimeter Security" ถึงเอาไม่อยู่ในยุคนี้

จุดเริ่มต้นของแนวคิด "ป้อมปราการ"

ก่อนที่จะเข้าใจว่า Zero Trust คืออะไรและทำไมองค์กรทั่วโลกถึงหันมาใช้แนวคิดนี้กันมากขึ้น เราต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจสถาปัตยกรรมความปลอดภัยแบบเดิมที่ใช้กันมานานหลายสิบปีก่อน นั่นคือ Perimeter Security หรือ "ความปลอดภัยแบบขอบเขตเครือข่าย"

แนวคิดนี้เรียบง่ายมาก: มองว่าการเชื่อมต่อจากภายนอกเครือข่ายคือสิ่งที่ไม่น่าไว้วางใจ ในขณะที่การเชื่อมต่อจากภายในคือสิ่งที่เชื่อถือได้โดยอัตโนมัติ เป้าหมายคือการสร้าง "กำแพงที่แข็งแกร่ง" ล้อมรอบระบบทั้งหมดเอาไว้ เหมือนกับกำแพงเมืองที่ล้อมรอบปราสาทในยุคกลาง ตราบใดที่ป้องกันคนนอกไม่ให้เข้ามาได้ ทุกอย่างข้างในก็ปลอดภัย

ฟังดูดีใช่ไหมครับ? แต่ปัญหาคือ...

เมื่อ "ข้างใน" ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด

ปัญหาใหญ่ของแนวคิดนี้คือ เมื่อใครก็ตามสามารถผ่านกำแพงเข้ามาข้างในได้สำเร็จ ระบบจะให้ความไว้วางใจกับคนคนนั้นทันที ไม่ต่างจากตำนาน "ม้าไม้เมืองทรอย" ที่ครั้งหนึ่งเคยหลอกให้ทั้งเมืองเปิดประตูต้อนรับศัตรูเข้ามาเองโดยไม่รู้ตัว

บางคนเปรียบเทียบ Perimeter Security ว่าเหมือน "ลูกอมเปลือกแข็งไส้ช็อกโกแลตนุ่ม" ข้างนอกดูแข็งแกร่งกันกระแทกได้ดี แต่พอกัดทะลุเปลือกเข้าไปถึงข้างในกลับอ่อนนุ่มจนแทบไม่มีอะไรต้านทาน นี่คือสาเหตุที่ระบบรักษาความปลอดภัยแบบนี้ล้มเหลว เพราะโดยพื้นฐานแล้วมันเชื่อใจ "ทุกระบบภายใน" แบบไม่มีเงื่อนไข เมื่อผู้ไม่หวังดีแทรกซึมเข้ามาข้างในได้สำเร็จเพียงจุดเดียว พวกเขาก็จะได้รับความไว้วางใจโดยอัตโนมัติ และมาตรการรักษาความปลอดภัยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับการโจมตีที่เกิดขึ้น "ภายในสู่ภายใน" ด้วยกันเองเลย

คำถามที่ช่วยสะท้อนภาพองค์กรคุณได้ดีที่สุด

ลองถามตัวเองหรือทีมของคุณดูว่า

  • "องค์กรของเราปกป้องการเชื่อมต่อขาออกไปยังอินเทอร์เน็ต ในระดับเดียวกับที่ปกป้องการเชื่อมต่อขาเข้าหรือไม่?"
  • "องค์กรของเรามีอุปกรณ์ในเครือข่ายที่เราไม่สามารถรับประกันการตั้งค่าหรือซอฟต์แวร์ของมันได้หรือเปล่า?"

สองคำถามนี้เป็นตัวชี้วัดที่ดีว่าองค์กรของคุณกำลังคิดแบบ Zero Trust อยู่หรือไม่ หลายองค์กรมักปล่อยให้ช่องโหว่ภายในคงอยู่โดยไม่รีบแก้ไข เพราะเชื่อผิด ๆ ว่าช่องโหว่เหล่านี้ "ปลอดภัย" เนื่องจากอยู่ในเครือข่ายภายในที่คนนอกเข้าไม่ถึง

นอกจากนี้ยังมีคำถามสำคัญอีกชุดหนึ่งที่ควรตั้งไว้เสมอ เช่น พนักงานและผู้รับเหมามีสิทธิ์การเข้าถึงระบบแบบ Least Privilege (สิทธิ์เท่าที่จำเป็นเท่านั้น) จริงหรือไม่? สิทธิ์การเข้าถึงของผู้รับเหมาถูกจำกัดให้อยู่แค่ในช่วงระยะเวลาของสัญญาจ้างหรือเปล่า? แล้วพนักงานประจำล่ะ เราตรวจสอบครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ว่าคนที่มีสิทธิ์การเข้าถึงระดับสูงยังคง "จำเป็น" ต้องใช้สิทธิ์นั้นอยู่จริง ๆ

เมื่อ "ขอบเขต" ไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป

แนวคิดเรื่อง "ขอบเขตเครือข่าย" นั้นตายไปนานแล้วในทางปฏิบัติ ทุกวันนี้เรามีคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วอยู่ในกระเป๋ากางเกงของเราเอง นั่นก็คือสมาร์ตโฟน ที่กระโดดเชื่อมต่อไปมาระหว่างเครือข่ายต่าง ๆ ที่เราไม่มีทางควบคุมได้เลย

โน้ตบุ๊กก็ถูกพนักงานพกออกจากออฟฟิศไปเชื่อมต่อกับ Wi-Fi สาธารณะตามสนามบิน ร้านกาแฟ หรือโรงแรมอยู่ตลอดเวลา แล้วเมื่อ Cloud Computing เข้ามา ขอบเขตที่เคยมีก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง เพราะตอนนี้ระบบสำคัญขององค์กรกลับไปวิ่งอยู่บนฮาร์ดแวร์ของคนอื่น ส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของหรือควบคุมได้อีกต่อไป

สิ่งที่ทุกคนรู้ แต่สถาปัตยกรรมยังไม่ได้ตามทัน

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนในวงการความปลอดภัยไซเบอร์รู้ดีคือ ไม่ช้าก็เร็ว ระบบขององค์กรจะต้องถูกเจาะเข้ามาได้สักวันหนึ่งอย่างแน่นอน ปัญหาคือสถาปัตยกรรมความปลอดภัยที่เราใช้อยู่กลับไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับความจริงข้อนี้เลย

ทุกส่วนของระบบควรได้รับการปกป้องอย่างเข้มงวดในระดับเดียวกัน ไม่ใช่แค่เข้มที่ขอบนอกแล้วปล่อยหลวมข้างใน เราไม่สามารถพึ่งพาสถาปัตยกรรมแบบ Perimeter ในการป้องกันภัยคุกคามยุคใหม่ได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมองหาหลักการออกแบบใหม่ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เราสามารถปกป้องได้จริง แม้ในวันที่ผู้บุกรุกได้เข้ามาอยู่ "ข้างใน" กำแพงแล้วก็ตาม — และนี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่เรียกว่า Zero Trust

อรรถกร

อรรถกร ทองคำชุม

บุคลากรผู้ร่วมสร้างสรรค์องค์กรแห่งการเรียนรู้ (KM) ผ่าน Blog Space NSTRU